โอกาสของม้ามืด

ลิเวอร์พูลนักเตะบาดเจ็บเยอะแยะ แถม โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ตัวรุกอันดับ 1 ของทีมยังมาติดโควิด-19 อีก

ชัดเจนนะครับว่าซีซั่นนี้จะไม่ใช่แบบซีซั่นที่แล้วที่ ลิเวอร์พูล ตะบึงควบเก็บคะแนนคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกแบบม้วนเดียวจบ และจะไม่เหมือนกับ 2 ซีซั่นก่อนที่ ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เป็น 2 ทีมที่เดินหน้าเก็บแต้มอย่างสนุกสนานโดยไม่เปิดโอกาสให้ทีมอื่นเขาเลย

นี่คือฤดูกาลที่เปิดกว้างและน้าแมวมองว่า “ม้ามืด” 2 ทีมมีโอกาสที่จะเป็นตัวสอดแทรกได้ครับ นั่นก็คือ “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี และ “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์

ขออนุญาตตัด อาร์เซน่อล และ แมนฯยูไนเต็ด ออกไปก่อน เพราะว่า ไอ้ปืนใหญ่ เล่นไป 8 เกมชนะ 4 แพ้ 4 โดยเฉพาะ 4 นัดหลังแพ้ไป 3 สถิติแบบนี้ไม่ใช่ลักษณะของทีมที่จะเป็นแชมป์อย่างแน่นอน การแพ้ แอสตัน วิลล่า 0-3 คาถิ่น เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ตอกย้ำตรงนี้ได้เป็นอย่างดี

อาร์เซน่อล เพิ่งจะยิงไปได้แค่ 9 ประตู เมื่อ ปิแอร์-เอเมอริก โอบาเมย็อง ฟอร์มหล่นอย่างน่าใจหายแบบนี้ผลงานของทีมก็หล่นตามไปด้วย ขุมกำลังของ เดอะ กันเนอร์ส ยังไม่พอเพียงต่อการลุ้นยาวๆครับ

เช่นเดียวกับ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่แห้งชามน้ำชามวนลูปไปมา สถิติ 3-1-3 ใน 7 เกมแรกของพวกเขาทำเอาแฟนๆ เร้ด อาร์มี่ กระอักกระอ่วน น้าแมวว่าปัญหาพวกเขายังมีอีกเยอะ อย่างแรกเลยผู้บริหารไม่จริงใจ คือมาขุดขุมทองจากสโมสรไม่ใช่มาทำให้ดีขึ้นอย่างที่ผู้บริหารของ แมนฯซิตี้, เชลซี, ลิเวอร์พูล หรือ เลสเตอร์ เขาทำ

อย่างที่สอง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา ยังไม่ใช่กุนซือที่จะพาทีมประสบความสำเร็จ ดูจากบุคลิกและโหวงเฮ้งแล้ว น้าแมวจะแปลกใจมากถ้า โซลชา พา แมนฯยูฯ เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก ในส่วนของตัวผู้เล่นกองหน้าตัวเป้าซึ่งสำคัญมากๆ แมนฯยูฯ ใช้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล บอกเลยว่าเป็นแชมป์ยาก

ทีมระดับแชมป์พรีเมียร์ลีกต้องการกองหน้าที่เก่งกว่านี้ ยิงเป็นกอบเป็นกำมากกว่านี้ การแสดงออกในสนามของ มาร์กซิยาล ที่ชอบทำหน้าเรียบๆเฉยๆ น้าแมวว่าไม่ใช่อะ แมนฯยูฯ ควรจะขายเขาออกไปแล้วเอานักเตะอย่าง แดนนี่ อิงส์ มายังดีซะกว่า จากนี้ไปทีมควรจะให้โอกาสของ เอดิสัน คาวานี่ มากกว่านี้ ด้วยปัญหาในเกมรับที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายก็จะต้องตัด แมนฯยูไนเต็ด ออกไปเช่นกัน

SAGAME66

แฟร้งค์ แลมพาร์ด ได้ทีมที่สมบูรณ์มากขึ้น ว่ากันตามตรงเวลานี้ขุมกำลังของ SAGAME66 ดีกว่าเขาหมด ติโม แวร์เนอร์, คริสเตียน พูลิซิช, ฮาคิม ซิเย็ค, ไค ฮาแวร์ตซ์, เมสัน เมาน์ต, คัลลั่ม ฮัดสัน-โอดอย, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, ติอาโก้ ซิลวา ฯลฯ ชื่อเหล่านี้ดีพอที่จะเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกได้

ที่สำคัญปัญหาในเกมรับพวกเขาได้รับการแก้ไขด้วยการเปลี่ยนโกล์มาเป็น เอดูอาร์ เมนดี้ ดูสิครับ 6 นัดในทุกรายการเสียไปแค่เม็ดเดียวให้กับ เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด เท่านั้น แล้วเห็นมั้ยว่าระยะหลังๆ เชลซี ยิงระเบิดเลยพวกเขาชนะ คราสโนดาร์ 4-0 (เยือน), ชนะ เบิร์นลี่ย์ 3-0 (เยือน), ชนะ แรนส์ 3-0 (เหย้า) และ ชนะ เชฟฯยูฯ 4-1 (เหย้า) เป็นสัญญาณเตือน ลิเวอร์พูล และ แมนฯซิตี้ เต็มๆ

“เรือใบสีฟ้า” แมนฯซิตี้ เองได้ รูเบน ดิอาส มาเราจะเห็นได้ว่าเกมรับเริ่มที่จะเข้ารูปเข้ารอยแล้ว แต่นี่ เนธาน อาเก้ ก็เจ็บจากเกมทีมชาติซะอีก และสิ่งหนึ่งที่ แมนฯซิตี้ อ่อนลงก็คือ “เกมรุก” พวกเขาไม่ใช่ทีมที่มีเกมรุกมหาวายร้ายเหมือนเมื่อ 3-4 ปีก่อนอีกต่อไปแล้ว

การถดถอยของ ลิเวอร์พูล และ แมนฯซิตี้ บวกกับการพัฒนาตัวเองขึ้นมาของ เชลซี และ สเปอร์ส มันคือการ “สวิง” ที่ชัดเจนเลยล่ะ ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่า เชลซี และ สเปอร์ส จะยืนระยะได้ดีแค่ไหน

โดย สเปอร์ส นั้น น้าแมวเขียนถึงไปหลายครั้งแล้ว โปรแกรมพรีเมียร์ลีก 6 นัดถัดไปจะชี้ชะตาว่า ไก่เดือยทอง ทีมนี้ดีพอที่จะเป็น “ม้ามืด” เหมือน เชลซี หรือไม่

แมนฯซิตี้ (เหย้า), เชลซี (เยือน), อาร์เซน่อล (เหย้า), คริสตัล พาเลซ (เยือน), ลิเวอร์พูล (เยือน) และ เลสเตอร์ (เหย้า) นี่มันนรกชัดๆ

อัตราต่อรองแชมป์พรีเมียร์ลีกล่าสุดที่ สกาย เบ็ต เปิดออกมาก็คือ แมนฯซิตี้ 11-8, ลิเวอร์พูล 13-8, เชลซี 8-1, สเปอร์ส 10-1, แมนฯยูฯ 28-1, อาร์เซน่อล 28-1 ฯลฯ

แมนฯซิตี้ และ ลิเวอร์พูล  คงทำแต้มไม่ถึง 90 กว่าแต้มเหมือน 2 ซีซั่นที่ผ่านมาแน่ ก็ต้องลุ้นกันว่า เชลซี กับ สเปอร์ส จะทำได้ดีแค่ไหน ถ้า 2 ทีมนี้กล้าๆทำสัก 87-90 แต้ม ในฤดูกาลนี้ ก็ถึงแชมป์ได้เหมือนกันครับ

ติดตามข่าวสารได้ที่ guerrillamarketinggoesgreen.com